All about HistoryUncategorized

ประวัติศาสตร์โปแลนด์และยูเครน  ชาติที่เคยบาดหมางกันในอดีตสู่มิตรภาพในห้วงสงคราม

0

 

สงครามรัสเซีย-ยูเครนยังมีความตึงเครียด หลายประเทศต่างให้การช่วยเหลือยูเครนทั้งการเงินการทหาร แต่คงไม่มีประเทศไหนที่ให้ความช่วยเหลือยูเครนและเปี่ยมไปด้วยมิตรภาพได้ดีเท่ากับโปแลนด์

 

ตลอดหลายปี โปแลนด์ไม่เคยเปิดรับผู้ลี้ภัย แต่กลับเปิดประเทศให้ชาวยูเครนเข้าไปพักพิงหลังเจอมรสุมจากสงครามรัสเซีย-ยูเครนอย่างหนักหน่วงในเดือนมีนาคมจนถึงปัจจุบันก็ยังมีชาวยูเครนลี้ภัยไปที่โปแลนด์อย่างต่อเนื่อง

 

หากมองย้อนประวัติศาสตร์จะพบว่าทั้งสองประเทศเคยมีความขัดแย้งและบาดแผลที่สร้างร่วมกันมาตั้งแต่ในอดีต แต่เพิ่งจะมีความสัมพันธ์ที่ดีเมื่อ 30 ปีมานี้ และแนบแน่นขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน

 

Bnomics วันนี้จะพามองย้อนประวัติศาสตร์ระหว่างโปแลนด์และยูเครน สองชาติที่เคยบาดหมางกันในอดีตสู่มิตรภาพในห้วงสงคราม

 

⭐️ จุดเริ่มต้นของโปแลนด์และยูเครน 

 

ต้นบรรพบุรุษของโปแลนด์และยูเครนคือชาวสลาฟที่เข้ามาตั้งรกรากแถบยุโรปตะวันออกและเอเชียเหนือในศตวรรษที่ 7-9 โดยชาวสลาฟถูกแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มคือชาวสลาฟตะวันออก (ยูเครน รัสเซีย เบลารุส) ชาวสลาฟตะวันตก (โปแลนด์ สโลวัก เชคและอื่นๆ) และชาวสลาฟใต้ (เซอร์เบีย บอสเนีย มาซิโดเนีย และอื่นๆ)

 

ถึงแม้จะมีบรรพบุรุษเป็นชาวสลาฟแต่ความสัมพันธ์ระหว่างชาวโปแลนด์และยูเครนยังไม่ปรากฎอย่างเด่นชัด จนกระทั่งในปี 1572 ชาวสลาฟตกอยู่ภายใต้การปกครองของราชวงศ์ Jagiellonian ซึ่งเกิดจากการแต่งงานระหว่างเจ้าหญิงแห่งโปแลนด์ Jadwiga และแกรนด์ดยุกแห่งลิทัวเนีย Jogaila และเปลี่ยนชื่อเป็นเครือจักรภพโปแลนด์-ลิทัวเนีย ถือเป็นจักวรรดิที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในช่วงต้นศตวรรษที่ 17 มีดินแดนกว้างใหญ่ไพศาล รวมถึงดินแดนส่วนใหญ่ของยูเครนก็ถูกรวมเข้ากับเครือจักรภพโปแลนด์-ลิทัวเนียด้วยเช่นกัน และมีศูนย์การกลางปกครองอยู่ที่กรุงวอซอร์ (ปัจจุบันคือเมืองหลวงโปแลนด์)

 

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกส่วนของยูเครนที่ตกอยู่ภายใต้เครือจักรภพโปแลนด์-ลิทัวเนีย แต่ยังมีบางส่วนที่ถูกรุกรานและยึดอำนาจโดยรัสเซีย เช่น กรุงเคียฟ (ปัจจุบันคือเมืองหลวงยูเครน) ในปี 1667  แต่ดินแดนส่วนใหญ่ของยูเครนตกอยู่ภายใต้อำนาจของโปแลนด์จนถึงศตวรรษที่ 18 แม้แต่กษัตริย์องค์สุดท้ายของโปแลนด์ยังเคยพำนักที่ปราสาท Kaniev ที่ตั้งอยู่ในยูเครน

 

จนกระทั้งในปี 1795 เครือจักรภพโปแลนด์-ลิทัวเนียล่มสลายอย่างสมบูรณ์จากการถูกยึดครองโดยจักวรรดิรัสเซีย ออสเตรียและปรัสเซียแทน ทำให้พื้นที่บริเวณโปแลนด์ ลิทัวเนีย (มียูเครนรวมด้วย) ถูกแบ่งกระจายออกเป็นหลายส่วน

⭐️ ความบาดหมางและบาดแผลในอดีต

 

แม้ทั้งคู่จะมีประวัติศาสตร์ร่วมกันมายาวนานภายใต้เครือจักรภพโปแลนด์-ลิทัวเนียกว่า 200 ปี หากแต่ยังมีความแตกต่างทางศาสนา เชื้อชาติ วัฒนธรรมย่อยทำให้เกิดความขัดแย้งโดยเฉพาะเรื่องเชื้อชาติมาโดยตลอด ชาวยูเครนชนชั้นสูงเริ่มถูกผสมกลมกลืนไปกับความเป็นชาติโปแลนด์ ในขณะเดียวกันความเป็นชาติของยูเครนก็ค่อย ๆ เสื่อมถอยลงและถูกจำกัดไว้เป็นเพียงชนชั้นล่างกรรมกรแรงงานที่ไม่รู้หนังสือ 

 

ความขัดแย้งแรกปะทุขึ้น หลังจากการล่มสลายของจักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการีในปี 1918 ทำให้โปแลนด์และยูเครนต้องการประกาศเอกราชและสร้างความเป็นชาติของตนขึ้นนำไปสู่สงครามโปแลนด์และยูเครนเพื่อชิงภูมิภาคกาลิเซียตะวันออก

 

ความขัดแย้งรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่  1 เกิดองค์การชาตินิยมยูเครน Organisation of Ukrainian Nationalists (OUN) ทำการสังหารผู้แทนรัฐของโปแลนด์ และช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 โปแลนด์จึงทำการสังหารผู้นำชุมชนของยูเครนไปหลายร้อยคนเพื่อเป็นการแก้แค้นในเหตุการณ์หมู่บ้าน Volhynia ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่กลุ่มชาตินิยมยูเครน (OUN) ทำการสังหารชาวโปแลนด์ผู้บริสุทธ์ ซึ่งเป็นบาดแผลที่ไม่อาจลืมเลือนของชาวโปแลนด์มาจนถึงปัจจุบัน 

 

อย่างไรก็ตาม ความบาดหมาง สงคราม และการแก้แค้น ยิ่งทำให้ทั้งโปแลนด์และยูเครนอ่อนแอลงจนเป็น  “ช่องโหว่” ให้ฮิตเลอร์ นาซีเยอรมันและสตาลิน สหภาพโซเวียตเข้ามาสร้างบาดแผลที่ใหญ่หลวงเกินกว่าจะรับมือไหว 

 

บาดแผลที่ทั้งโปแลนด์และยูเครนต้องเผชิญเกิดขึ้นเมื่อยูเครนถูกรวมเข้ากับสหภาพโซเวียต ชาวยูเครนกว่า 4-5 ล้านคนเสียชีวิตจากการถูกปล่อยให้อดอยากในปี 1932-1933 และอีก 2 ปีหลังจากนั้นกองกำลังความมั่นคงของโซเวียตได้ทำการสังหารชาวโปแลนด์ไปมากกว่า 100,000 คนและเรียกเหตุการณ์ครั้งนั้นว่า Polish operation  นอกจากนี้ ในปี 1947 ชาวยูเครนกว่า 140,000 คนที่อาศัยอยู่ในโปแลนด์ถูกเนรเทศไปตามดินแดนของเยอรมนีและถูกปฏิบัติอย่างโหดร้ายจากการฆ่าล้างเผ่าพันธ์จากความเกลียดชังที่นาซีมีต่อชาวยิว 

 

⭐️ จากศัตรูกลายเป็นมิตร

 

“สงครามมีแต่ทำให้เราอ่อนแอและอาจเป็นช่องโหว่ให้คนที่ร้ายกว่าเข้ามาทำลายเรา” 

 

นี่อาจเป็นบทเรียนของโปแลนด์และยูเครน ความขัดแย้งและก่อสงครามกันเองไม่ช่วยอะไรและอาจทำให้เกิดความเสียหายที่หนักกว่าเฉกเช่นการเข้ามาของนาซีและฮิตเลอร์ที่อาศัยช่องว่างจากความอ่อนแอของทั้งคู่ในตอนนั้น 

 

หลังจากสหภาพโซเวียตล่มสลายในปี 1991 ยูเครนประกาศเอกราชจากโซเวียต โดยมีโปแลนด์เป็นชาติแรกที่ยอมรับความเป็นเอกราชของยูเครน และอาจกล่าวได้ว่าความสัมพันธ์ของโปแลนด์และยูเครนเริ่มพัฒนาและเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้นนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา 

 

โปแลนด์เริ่มมีความสัมพันธ์อันดีกับชาติตะวันตกเห็นได้จากการเข้าร่วมองค์กร Nato ในปี 1999 และสหภาพยุโรป (EU)  ในปี 2004 พร้อมทั้งสนับสนุนให้ยูเครนเข้าร่วมเป็นสมาชิกของทั้งสององค์กรเพื่อสกัดกั้นอำนาจของรัสเซียที่รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ เพราะตระหนักว่าอิสรภาพและอำนาจอธิปไตยของยูเครนเป็นสิ่งสำคัญ นอกจากนี้ ในปี 2012 โปแลนด์และยูเครนเป็นเจ้าภาพร่วมกันในการแข่งขันฟุตบอลยูฟ่าอีกด้วย 

 

ในปี 2022 สงครามรัสเซีย-ยูเครน ยิ่งตอกย้ำถึงความแน่นแฟ้นและความเห็นอกเห็นใจต่อชาวโปแลนด์ที่มีต่อยูเครน โดยโปแลนด์เปิดรับผู้ลี้ภัยจากยูเครนมากที่สุด นับตั้งแต่เกิดสงครามโปแลนด์ทำการรับผู้ลี้ภัยจากยูเครนกว่า 7.7 ล้านคน และตัวเลขผู้อพยพยังคงมีอย่างต่อเนื่องเฉลี่ยวันละ 20,000 คน 

 

นอกจากการรับผู้ลี้ภัยแล้ว ยังมีการก่อตั้งศูนย์ช่วยเหลืออื่น ๆ เราจะเห็นภาพชาวโปแลนด์มาช่วยอำนวยความสะดวกหาที่พักและอาหารให้กับชาวยูเครนที่ลี้ภัยเข้ามา

บทเรียนจากการศึกษาประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างโปแลนด์และยูเครนคือการบอกเราว่าการเรียนประวัติศาสตร์ไม่ใช่แค่เรียนรู้และยึดมั่นถือมั่นในอดีต แต่คือการทำความเข้าใจปัจจุบันและพัฒนาอนาคตไปสู่สิ่งที่ดีกว่า  แม้ทั้งคู่จะมีประวัติศาสตร์อันขมขื่น แต่ชาวโปแลนด์เห็นเรื่องมนุษยธรรมเป็นสำคัญและเห็นอกเห็นในชาวยูเครนไม่น้อย เพราะเข้าใจดีว่าการสูญเสียจากสงครามและถูกกดขี่จากชาติรัสเซียเป็นเช่นไร 

 

 

Source: 

 

You may also like

Comments

Leave a reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *