Global Economics Update

ยุโรป ได้รับผลกระทบมากที่สุดใน OECD จากเศรษฐกิจโลกชะลอตัว

0


ขณะนี้เศรษฐกิจโลกกำลังต่อสู้กับวิกฤติพลังงานครั้งใหญ่ที่สุด นับตั้งแต่ทศวรรษ 1970 
วิกฤติครั้งนี้ผลักดันอัตราเงินเฟ้อให้สูงเป็นประวัติการณ์ในหลายประเทศ ฉุดการเติบโตเศรษฐกิจทั่วโลก โดยคาดว่า ในปี 2023 เศรษฐกิจโลกคาดว่าจะลดลงเหลือ 2.2% และฟื้นตัวในปี 2024 ที่ 2.7% ซึ่งจะได้การเติบโตจากกลุ่มประเทศในเอเชียเป็นกลไกหลักเร่งการเติบโตของเศรษฐกิจโลก 

ในขณะที่ยุโรป อเมริกาเหนือ และอเมริกาใต้จะเผชิญการเติบโตเศรษฐกิจแบบช้า ๆ และยุโรปจะได้รับผลกระทบหนักที่สุดในกลุ่ม OECD จากการที่เศรษฐกิจโลกชะลอตัว

จากข้อมูลของ OECD การที่เศรษฐกิจโลกชะลอตัวนั้นส่งผลกระทบไปยังประเทศอื่น ๆ ไม่เท่ากัน โดยใน Euro Zone  การเติบโตในไตรมาสที่ 4 ของปีนี้จะลดลง ส่งผลให้ทั้งปี 2022 การเติบโตทางเศรษฐกิจคาดว่าจะอยู่ที่ 3.3% และจะหดตัวอย่างมากในปี 2023 

ซึ่งสาเหตุก็มาจาก ราคาพลังงานและราคาอาหารที่สูง ความเชื่อมั่นภาคธุรกิจตกต่ำ ปัญหาคอขวดของอุปทานอย่างต่อเนื่อง และผลกระทบจากนโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้น 

รายได้ที่สามารถใช้จ่ายได้จะปรับตัวลดลง 2022 ถึง 2023 ถึงแม้ว่าค่าจ้างจะเพิ่มขึ้น แต่ด้วยอัตราเงินเฟ้อที่ 8.3% ในปี 2022 และ 6.8% ในปี 2023 กำลังกัดกินกำลังซื้อของผู้บริโภค  ทำให้การบริโภคภาคเอกชนลดลง โดย OECD คาดการณ์ว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจจะลดลงเหลือ 0.5% ในปี 2023 ก่อนที่จะฟื้นตัวในปี 2024 ที่อัตรา 1.4%

อย่างไรก็ตาม ผลกระทบด้านราคาพลังงานที่ยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง การหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานอาจเลวร้ายลง เช่น การหันไปใช้เชื้อเพลิงชนิดอื่น ที่ไม่ใช่พลังงานที่เคยนำเข้าจากรัสเซีย 

การต้องลดการใช้ก๊าซในอุตสาหกรรมลง หรือ ฤดูหนาวปีนี้ที่อาจหนาวมากกว่าปกติ นอกจากนี้ ความเสี่ยงจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำในจีนจะส่งผลกระทบต่อการเติบโตทั่วโลกและความต้องการที่ลดลงใน Euro Zone


OECD คาดการณ์ว่า GDP ของเยอรมนีจะลดลง 0.3% ในปีหน้า 
เนื่องจากเศรษฐกิจของเยอรมนีส่วนใหญ่ขับเคลื่อนโดยอุตสาหกรรม ซึ่งพึ่งพาการส่งออกพลังงานของรัสเซียเป็นอย่างมาก ในขณะที่เศรษฐกิจฝรั่งเศส ซึ่งพึ่งพาก๊าซและน้ำมันของรัสเซียน้อยลง 

คาดว่าจะขยายตัว 0.6% ในปีหน้า และอิตาลีคาดว่าจะขยายตัว 0.2% แต่ก็มีแนวโน้มที่จะหดตัวในหลายไตรมาส เศรษฐกิจอังกฤษคาดว่าจะหดตัว 0.4% ในปีหน้า อันเป็นผลมาจากอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น อัตราเงินเฟ้อที่สูง และความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจที่ลดลง

เศรษฐกิจสหรัฐฯ คาดว่าจะทำงานได้ดีขึ้น และคาดว่าอัตราการเติบโตจะลดลงจาก 1.8% ในปีนี้เป็น 0.5% ในปี 2023 และจากนั้นจะเพิ่มเป็น 1.0% ในปี 2024

จีน ซึ่งไม่ได้เป็นสมาชิก OECD เป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศเขตเศรษฐกิจหลักที่คาดการณ์ว่าการเติบโตจะสดใสขึ้นในปีหน้า หลังจากการล็อกดาวน์จากโควิด เศรษฐกิจของจีนคาดว่าการเติบโตจะเพิ่มขึ้นจาก 3.3% ในปีนี้เป็น 4.6% ในปี 2023 และ 4.1% ในปี 2024

 


สงครามรัสเซีย-ยูเครน ทำให้ราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้นในหลายพื้นที่
ส่งผลกระทบต่อไปยังห่วงโซ่อุปทานและผลักดันอัตราเงินเฟ้อให้สูงขึ้น

ในเดือนที่ผ่านมา อัตราเงินเฟ้อของยุโรปอยู่ที่  10.6% ซึ่งมากกว่าเป้าหมายของ ECB ที่ 2% ถึง 5 เท่า และอัตราเงินเฟ้อคาดว่าอาจอยู่ในระดับสูงต่อไปอีก หากปัญหาขาดแคลนพลังงาน ราคาอาหารแพง การขาดแคลนปุ๋ย หรือ ปัญหาด้านสภาพอากาศที่เลวร้ายยังคงอยู่ ซึ่งอาจทำให้ความเสี่ยงที่จะเกิด Recession เพิ่มขึ้นจากการที่ธนาคารกลางใช้นโยบายแบบเข้มงวด

แม้ว่าความเสี่ยงจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยจะเพิ่มใน Euro Zone แต่ ECB ก็จะยังคงขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อไป ธนาคารกลางยุโรปจะยังคงใช้นโยบายเข้มงวด เพิ่มอัตราดอกเบี้ยเงินฝากอีก 50 basis points ในเดือนหน้า เนื่องจากกังวลว่าอัตราเงินเฟ้อจะฝังรากลึกลงไปในระบบเศรษฐกิจ

การเปลี่ยนแปลงในเดือนธันวาคมจะตามมาด้วยการขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 50 basis points ในไตรมาสถัดไป ทำให้อัตราดอกเบี้ยเงินฝาก สูงขึ้นเป็น 2.50% และ refinancing rate สูงขึ้นตามเป็น 3.00%

 

 


 

Bangkok Bank Post ฉบับวันที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565

ดาวน์โหลดไฟล์ใหญ่


References:

https://www.oecd-ilibrary.org/sites/f6da2159-en/1/3/1/index.html?itemId=/content/publication/f6da2159-en&_csp_=761d023775ff288a22ebcaaa183fbd6c&itemIGO=oecd&itemContentType=book#section-d1e1041

https://www.oecd.org/economic-outlook/November-2022/

https://www.reuters.com/markets/europe/ecb-set-raise-deposit-rate-50-bps-euro-zone-enters-recession-economists-2022-11-22/

 

You may also like

Comments

Leave a reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *