Economic outside the Box

ทำความรู้จัก Mental Accounting หนึ่งในอคติที่ทำให้นักลงทุนไม่รวยเท่าที่ควร

0

 

เมื่อพูดถึงศัตรูของการลงทุน หลายคนอาจจะนึกถึงภาวะเศรษฐกิจผันผวนหรือผลประกอบการของบริษัทที่หลุดเป้า แต่ยังมีอีกหนึ่งศัตรูตัวฉกาจของการลงทุน ที่หลายคนมักจะมองข้ามไปจนทำให้ไม่ประสบความสำเร็จในการลงทุนเท่าที่ควร ศัตรูตัวฉกาจนั้นก็คือ “อคติที่เกิดขึ้นในการตัดสินใจของมนุษย์” 

ซึ่งอคติในการตัดสินใจของมนุษย์ที่มาเกี่ยวข้องกับการเงินก็มีหลากหลายอย่าง จนถึงขั้นมีวิชาที่ทำการศึกษาเรื่องนี้โดยเฉพาะ เรียกกันว่า “Behavioral Finance”

โดยในบทความนี้ ทาง Bnomics เราได้นำหนึ่งในอคติทางตัดสินใจอย่าง “Mental Accounting หรือ การคิดบัญชีในใจ” มาแบ่งปันกับผู้อ่านทุกท่านกันครับ

 

การคิดบัญชีในใจทำให้แต่ละบัญชีเงินแต่ละบัญชีไม่เท่ากัน

แนวคิด Mental Accounting หรือ การคิดบัญชีในใจ เป็นแนวคิดที่บอกว่า คนเรานั้นจะมีการแบ่งเงินที่ตัวเองได้รับมาออกเป็นบัญชีย่อยๆ ในหัว ซึ่งเราก็จะให้น้ำหนักกับเงินแต่ละบัญชีไม่เท่ากัน 

ซึ่งปัจจัยหลักที่ทำให้คนให้คุณค่ากับเงินแต่ละก้อนไม่เท่ากัน คือ “ที่มาของเงิน” และ “เป้าหมายของการนำไปใช้” 

ยกตัวอย่างเช่น คนเรามักจะให้คุณค่ากับเงิน 1,000 บาทที่ได้รับมาจากการทำงานมากกว่าเงิน 1,000 บาท ที่ได้มาจากการถูกหวย และก็จะนำเงินก้อนหลังไปใช้อย่างไม่ระมัดระวังมากกว่า 

อีกหนึ่งตัวอย่างเช่น เสื้อตัวที่คุณซื้อมามักจะทำให้คุณรู้สึกมีความสุขน้อยกว่าตัวที่คู่สมรสของคุณซื้อให้ แม้ว่าทั้งสองตัวจะเป็นเสื้อแบบเดียวกัน ซื้อมาในราคาเดียวกัน และพวกคุณทั้งสองก็ยังใช้บัญชีธนาคารเดียวกันบัญชีเดียวกันในการนำเงินออกไปซื้อเสื้อนี้

สองตัวอย่างข้างต้น เป็นตัวอย่างในชีวิตประจำวัน ที่แสดงให้เห็นว่า แม้จะเป็นเงิน (หรือสินค้าที่มีมูลค่าเท่ากัน) ก็ถูกตีค่าแตกต่างกันได้ ผ่านอคติในการตัดสินใจในเรื่องการคิดบัญชีในใจ

ในส่วนของเรื่องการลงทุน การคิดบัญชีในใจก็เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจอยู่ตลอดเช่นกัน

ที่นักลงทุนก็มักจะมีการแบ่งการลงทุนออกเป็นกลุ่มๆ ยกตัวอย่างง่ายๆ ก็คือ การแบ่งเงินสำหรับลงทุนในสินทรัพย์ที่เสี่ยง และสินทรัพย์ที่ปลอดภัย

แต่หลายคนก็อาจจะสงสัยว่า มันดูคล้ายกับสิ่งที่เราเรียกกันว่า “การกระจายความเสี่ยง (diversification)” หรือเปล่า?

 

การคิดบัญชีในใจ vs. การกระจายความเสี่ยง

ต้องบอกว่า โดยหลักการพื้นฐานทั้งสองวิธีการดูจะคล้ายคลึงกันมาก เพราะเป็นการแบ่งการลงทุนออกเป็นกลุ่มๆ เหมือนกัน 

แต่ก็มีความแตกต่างกันอยู่เล็กน้อย ตรงที่ว่า การคิดบัญชีในใจให้คุณค่ากับเงินแต่ละกลุ่มอย่างไม่เท่ากัน ซึ่งมันอาจจะทำให้พลาดโอกาสที่สำคัญไปได้

หนึ่งตัวอย่างที่น่าสนใจ ที่มีการยกไว้ในงานศึกษาของริชาร์ด เทเลอร์ (Richard Thaler) นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล เจ้าของแนวคิดการคิดบัญชีในใจคนแรก ได้กล่าวไว้ว่า

ถ้าคนเราซื้อหุ้นสองตัว ตัวหนึ่งราคาพุ่งสูงขึ้นและหุ้นอีกตัวราคาตกต่ำลง พอต่อมาเราต้องการนำเงินออกมาเพื่อลงทุนในสินทรัพย์อื่น โดยจำเป็นต้องขายหุ้นตัวใดตัวหนึ่งไปก่อน

 

คำถาม คือ คนทั่วไปจะขายหุ้นตัวไหน?

ไม่น่าเชื่อว่า มีหลักฐานสนับสนุนว่า คนเรามักจะขายหุ้นที่ราคาพุ่งขึ้นสูงก่อนหุ้นที่มีราคาตกต่ำลง ที่เป็นแบบนี้ เพราะว่า คนเราจะแบ่งการคิดบัญชีในใจของหุ้นทั้งสองตัวออกจากกัน

หุ้นที่ราคาตกต่ำลงนั้น ที่ตกต่ำลงไปก็เพียงแต่บนหน้ากระดาษ ถ้ายังไม่ขายก็จะยังไม่เจ็บตัว แต่หุ้นที่ราคาขึ้นไปแล้วนั้น ขายในวันนี้ก็จะสร้างกำไรให้เราได้แล้ว

แต่แท้จริงแล้ว เราต้องนำความเป็นไปได้ของหุ้นทั้งสองตัวมาคิดรวมกัน และการกระทำที่เหมาะสมกว่าก็ควรเป็นการเก็บหุ้นที่ราคาเพิ่มขึ้นไว้ก่อน และตัดใจขายหุ้นที่ราคาต่ำลงไป 

แต่ถ้าการแยกบัญชีในใจนี้ ปรับเปลี่ยนไปตามสภาพเศรษฐกิจอย่างเหมาะสม มีวินัยอย่างพอเหมาะพอดี เวลาที่ควรจัดสรรใหม่ก็ทำอย่างมีเหตุผลใหม่ แบบนั้นเราก็จะเรียกว่า “การกระจายความเสี่ยง” นั่นเอง

 

 


 Reference :

 

https://www.investopedia.com/terms/m/mentalaccounting.asp#:~:text=Mental%20accounting%20refers%20to%20the,Developed%20by%20economist%20Richard%20H.

https://people.bath.ac.uk/mnsrf/Teaching%202011/Thaler-99.pdf

https://corporatefinanceinstitute.com/resources/careers/soft-skills/mental-accounting/

https://www.jstor.org/stable/183904

 

 

You may also like

Comments

Leave a reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *