EconomicsTrending

เปิดสาเหตุ! ทำไม “เงินอ่อนค่า” อย่างหนักในช่วงนี้ 

0

 

ช่วงที่ผ่านมา เงินบาทอ่อนค่าเรื่อยๆ เมื่อเทียบกับสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ จนกระทั่งอ่อนค่าทะลุ 38 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนค่าที่สุดในรอบ 16 ปี

เงินบาทที่อ่อนค่าเช่นนี้ อาจทำให้หลายคนกังวลเรื่องเสถียรภาพของค่าเงิน และอาจจะนึกไปถึงสมัยวิกฤติต้มยำกุ้ง Bnomics อยากให้ทุกคนสบายใจได้ว่ามันไม่ได้เป็นเช่นนั้น และเรื่องราวเบื้องหลังการอ่อนค่าของเงินบาทในตอนนี้กับตอนนั้นก็แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง เงินอ่อนค่าเกิดได้จากสาเหตุใดบ้าง แล้วมีวิธีรับมืออย่างไร ในบทความนี้ Bnomics จะเล่าให้ฟัง

 

เงินอ่อนค่าเกิดจากสาเหตุใด?

เงินอ่อนค่า หมายถึง การที่มูลค่าของเงินสกุลหนึ่งๆ มีค่าลดลงเมื่ออยู่ในรูปของอัตราแลกเปลี่ยนของอีกสกุลหนึ่ง เช่น เมื่อวาน 33 บาท แลกได้ 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ แต่วันนี้ต้องใช้เงินถึง 38 บาท เพื่อแลก 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ เท่าเดิม 

ดังนั้นเวลาที่เราบอกว่าเงินสกุล A อ่อนค่า เราต้องบอกด้วยว่าอ่อนค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินใด

โดยปกติแล้วการที่เงินอ่อนค่า อาจเกิดมาได้จากหลายสาเหตุ ซึ่งหลักๆ มักจะมาจากพื้นฐานทางเศรษฐกิจ นโยบายการเงิน ตลอดจนเรื่องของการเมือง ก็สามารถทำให้เงินอ่อนค่าลงได้เช่นกัน

 

1) ปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ 

โดยปกติแล้วการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดมากๆ และเงินเฟ้อในระดับสูง มักจะทำให้เงินอ่อนค่า

2) นโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย

นโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย คือ ช่วงที่ธนาคารกลางยอมให้อัตราดอกเบี้ยต่ำ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แน่นอนว่าในโลกที่เงินทุนเคลื่อนย้ายได้อย่างเสรี เมื่อผลตอบแทนต่ำ เงินทุนย่อมไหลไปยังประเทศที่ผลตอบแทนสูงกว่า 

นอกจากนี้ เมื่อใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย สิ่งที่ตามมาคือ เงินเฟ้อ และเงินเฟ้อนี้เองที่ส่งผลให้ต้นทุนสำหรับสินค้าที่ส่งออกแพงขึ้น ทำให้สินค้าส่งออกของประเทศแข่งขันได้น้อยลงเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ส่งผลให้การขาดดุลการค้ามากขึ้นจนทำให้เงินอ่อนค่าลง

3) วิวาทะทางการเมือง

นอกจาก 2 ช่องทางข้างต้นแล้ว วิวาทะการเมืองก็ส่งผลให้เงินอ่อนค่าได้เช่นกัน อย่างในกรณีของสหรัฐฯ และจีน ที่มีการตอบโต้กลับกันไปมาในเรื่องของค่าเงินนับตั้งแต่ช่วงปี 2015 จนส่งผลให้เกิดการกีดกันทางการค้าและกลายเป็นความขัดแย้งทางการค้าของสองขั้วประเทศมหาอำนาจ  

4) เงินอ่อนค่าดีหรือไม่?

ถ้าเงินอ่อนค่าเล็กน้อย ทำให้การส่งออกของประเทศสามารถแข่งขันกับประเทศอื่นได้มากขึ้น ก็จะช่วยกระตุ้นการส่งออกของประเทศได้ และทำให้การขาดดุลการค้าดีขึ้นได้ อย่างไรก็ตาม หากเงินอ่อนค่าแบบรวดเร็วและอ่อนค่าลงมากๆ ก็อาจทำให้นักลงทุนเกิดความกังวลว่าเงินจะอ่อนค่าลงไปมากกว่านี้ แล้วรีบดึงเงินทุนออกจากประเทศไป ซึ่งจะยิ่งกลายเป็นแรงกดดันให้เงินอ่อนค่ามากขึ้นไปอีก

 

แล้วเงินอ่อนค่าในช่วงนี้เกิดจากอะไร?

อาจจะต้องบอกว่า ไม่ใช่แค่ไทยที่เงินบาทอ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ แต่ประเทศเพื่อนบ้านเราในแถบเอเขียตะวันออกเฉียงใต้ก็เผชิญกับสถานการณ์นี้เช่นกัน เนื่องมาจากปัจจัยสำคัญหลักๆ คือ

  • ราคาสินค้าโภคภัณฑ์สูงขึ้น และต้นทุนการขนส่งสูงขึ้น ให้เกิดการต้นทุนการนำเข้าสินค้าต่างๆ สูงขึ้น จึงอาจส่งผลให้เกิดการขาดดุลการค้ามากขึ้น
  • ความผันผวนทั่วโลก ทำให้นักลงทุนเลือกที่จะเคลื่อนย้ายเงินไปไว้ในสกุลเงินที่สามารถเป็นที่หลบภัยจากความเสี่ยงต่างๆ ได้ หรือเรียกว่าเป็น Safe haven จึงทำให้เงินทุนจำนวนมากไหลออกจากตลาดเกิดใหม่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
  • นโยบายทางการเงินที่มีความแตกต่างกัน : Fed ขึ้นดอกเบี้ยอย่างรุนแรงมาถึง 3 ครั้ง รวมกันกว่า 2.25% แล้วในปีนี้ และคาดว่าจะขึ้นดอกเบี้ยอีกอย่างน้อย 1.25% ในการประชุม Fed ที่เหลืออีก 2 ครั้งในปีนี้ ในทางกลับกัน ธนาคารกลางในประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังขึ้นดอกเบี้ยได้ช้ากว่า Fed มาก ทำให้อัตราดอกเบี้ยมีความแตกต่างกันมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้เงินทุนไหลออกไปยังสหรัฐฯ ที่มีผลตอบแทนสูงกว่า 

สำหรับไทย ล่าสุดผู้ว่าการธปท. ก็ได้ออกมาแถลงว่าเงินบาทของไทยนั้นอ่อนค่าลงจากแรงกดดันของสถานการณ์โลกและการแข็งค่าของสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งการอ่อนค่าของเงินบาทนั้นยังอยู่ในระดับกลางๆ ไม่ได้อ่อนค่าอย่างผิดปกติแต่อย่างใด

อีกทั้งทางธปท. ก็ให้คำมั่นว่าจะจับตาดูสถานการณ์ค่าเงินอย่างใกล้ชิดและพร้อมเข้าไปดูแลหากเกิดความผันผวนผิดปกติ

เท่านี้ก็น่าจะพอให้หลายๆ คนคลายความกังวลไปได้บ้าง แล้วไว้สถานการณ์เปลี่ยนแปลงอย่างไร Bnomics จะคอยมาอัปเดตให้ฟังเรื่อยๆ ค่ะ

 


References:

https://www.investopedia.com/terms/c/currency-depreciation.asp#:~:text=Currency%20depreciation%20is%20a%20fall,or%20risk%20aversion%20among%20investors.

https://frontierview.com/insights/al-southeast-asian-currencies-will-depreciate-against-usd/

https://www.bloomberg.com/markets/fixed-income

 

You may also like

Comments

Leave a reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

More in Economics