Edutainment

Little Women : ทำไมคนรวยถึงรวย แล้วทำไมคนจนถึงจน?

0

 

Little women เวอร์ชั่นเกาหลีที่กำลังฉายบน Netflix อยู่ในตอนนี้ เป็นซีรีส์ที่ถูกพูดถึงเป็นอย่างมาก ด้วยการดำเนินเรื่องแนว Thriller ชวนให้ติดตาม โดยผูกเรื่องราวของ 3 พี่น้องฐานะยากจน ที่วันหนึ่งพี่สาวคนโตบังเอิญได้รับเงิน 2,000 ล้านวอน แต่เงินนั้นกลับนำพาให้เธอและครอบครัวเข้าไปพัวพันกับคดียักยอกเงินบริษัทมูลค่ากว่า 70,000 ล้านวอน 

นอกจากปมหลักของเรื่องแล้ว ซีรีส์เรื่องนี้ พยายามถ่ายทอดประเด็นชนชั้นทางสังคมในเกาหลีใต้ ที่ถึงแม้หนังและซีรีส์หลายเรื่องจะหยิบไปเล่าอยู่บ่อยครั้ง แต่มุมมองการเล่า และไดอาล็อกของแต่ละตัวละครใน Little women ถือว่ายังคงความน่าสนใจ และเสียดสีได้อย่างคมคายตามสไตล์เกาหลีเช่นเคย

มีประโยคหนึ่งที่น้องสาวคนกลางในเรื่องพูดขึ้นมา แล้วก็ทำให้ผู้เขียนอยากยกมาขยายประเด็นต่อ คือเธอบอกว่าอยากเรียนเศรษฐศาสตร์ จะเพราะอยากรู้ว่าทำไมคนรวยถึงรวย แล้วทำไมคนจนถึงจน ดังนั้นในบทความนี้ของ Bnomics จึงจะมาตอบข้อสงสัยของเธอกัน

 

รวยกระจุก จนกระจาย

ไม่ว่าจะผ่านไปสักกี่ปี แต่การกระจายความมั่งคั่งก็ยังคงเป็นเหมือนเดิมๆ เสมอ คือ ประชากรส่วนน้อย ถือครองความมั่งคั่งส่วนใหญ่ของประเทศ อย่างในสหรัฐฯ ประชากรที่มั่งคั่งที่สุด 0.1% แรกของประเทศ ถือครองทรัพย์สินกว่า 20% ของความมั่งคั่งของเศรษฐกิจในประเทศ หรืออย่างกลุ่มแชโบลของเกาหลีใต้ ก็มีรายได้คิดเป็นกว่า 80% ของ GDP เกาหลีใต้เลยทีเดียว แล้วที่สำคัญคือดูเหมือนว่าการกระจายความมั่งคั่งนี้จะเหลื่อมล้ำขึ้นเรื่อยๆ ในช่วง 3 ทศวรรษที่ผ่านมา

งานวิจัยหนึ่งที่มีนักเศรษฐศาสตร์จาก IMF เป็นหนึ่งในผู้ร่วมวิจัย พยายามยืนยันว่า ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้คนรวยยิ่งรวยขึ้นจนความเหลื่อมล้ำเพิ่มขึ้น นั่นก็เพราะคนรวยมีแนวโน้มที่จะได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนสูงกว่าคนจน โดยงานวิจัยใช้ข้อมูลของผู้เสียภาษีเงินทุนและหุ้นความมั่งคั่งในนอร์เวย์ ตลอดระยะเวลา 12 ปี มาทำการวิเคราะห์ด้วยเครื่องมือทางเศรษฐมิติ

ซึ่งผลลัพธ์ก็เป็นไปตามที่คาดไว้ โดยพบว่าหากคนที่มีรายได้อยู่ ณ เปอร์เซ็นต์ไทล์ที่ 75 ลงทุนด้วยเงิน 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2004 จะมีเงินรวม 1.5 ดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2015 หรือคิดเป็นผลตอบแทน 50%

ในขณะที่คนที่รวยอยู่ในระดับ 0.1% บนสุดของประเทศ หากฝากเงินพร้อมๆ กัน ในปี 2015 จะมีเงินรวม 2.4 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือคิดเป็นผลตอบแทน 140%

 

ทำไมคนรวยถึงได้รับผลตอบแทนที่สูงกว่า?

ทุนนิยม คือ จิตวิทยา มีความรู้สึกหนึ่งที่คนรวยเอาชนะได้ แต่คนจนทำไม่ได้นั่นก็คือ ความรู้สึกสูญเสีย เราจะแตะเงินก้อนใหญ่ได้ก็ต่อเมื่อพร้อมจะสูญเสีย เพราะใครยอมเสี่ยงได้มากกว่าก็ชนะไป

ประโยคที่คุณย่าในเรื่อง Little woman พูด น่าจะเป็นคำอธิบายที่ดีที่สุด และยังสอดคล้องกันผลลัพธ์ที่พบจากงานวิจัยนี้ เนื่องจากพบว่า คนรวยมักมีแนวโน้มที่จะกล้าเอาทรัพย์สินไปลงทุนในการลงทุนที่เสี่ยงสูงได้มากกว่า ซึ่งก็มักจะเป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า 

ยิ่งไปกว่านั้น ถึงแม้จะเป็นการลงทุนที่ความเสี่ยงต่ำๆ แต่คนรวยก็มักจะได้ผลตอบแทนสูงกว่าอยู่ดี เพราะคนเหล่านี้มักจะได้ผลตอบแทนที่ปรับความเสี่ยงต่างๆ ออกไป เนื่องจากมีความน่าเชื่อถือ ประกอบกับพวกเขามักมีโอกาสได้เข้าถึงผู้จัดการกองทุนที่เก่งๆ จึงได้รู้ข้อมูลทางการเงินที่สำคัญๆ และเข้าใจข้อมูลทางการเงินที่แสนจะซับซ้อนได้มากกว่า ทำให้สามารถรักษาความมั่งคั่งไว้ได้แม้เวลาผ่านไป

หรือถ้าลองนึกภาพดูในสังคมจริงๆ สำหรับคนหาเช้ากินค่ำ แค่หาเงินมาเพื่อจ่ายค่าปัจจัยสี่ในการดำรงชีวิตก็แทบจะไม่เหลือเงินออมแล้ว หรือต่อให้พอจะมีเงินเหลือให้ออม ก็อาจไม่สามารถเข้าถึงความรู้มากพอ เพื่อที่จะทำให้เงินงอกเงยได้ในอัตราที่รวดเร็ว 

 

แล้วความมั่งคั่งสามารถส่งต่อข้ามรุ่นได้หรือไม่?

ข้อนี้เราคงรู้ได้โดยไม่จำเป็นต้องดูผลวิจัย เพราะคำตอบคือ ได้

แต่ในงานวิจัยก็พบข้อสังเกตอย่างหนึ่งคือ ถึงแม้ลูกของคนที่ร่ำรวยที่สุด จะได้สืบทอดความมั่งคั่งต่อจากพ่อแม่ แต่ผลตอบแทนจากความมั่งคั่งที่พวกเขาได้รับนั้นไม่สูงเท่าผลตอบแทนที่รุ่นพ่อแม่ของพวกเขาได้รับ ซึ่งก็อาจกล่าวได้ว่า แม้เงินทองจะถูกส่งต่อเป็นมรดกได้ แต่ความสามารถเฉพาะทางบางอย่างนั้นไม่สามารถส่งต่อกันได้ง่ายๆ

ถ้าความมั่งคั่งสามารถส่งต่อข้ามรุ่นได้ ความยากจนก็เช่นกัน คำตอบแบบกำปั้นทุบดินว่าทำไมคนถึงจน นั่นก็เพราะเขาเกิดมาในครอบครัวที่จน

จริงอยู่ว่าบางคนที่เติบโตมาในครอบครัวที่ยากจน ก็สามารถไขว่คว้าโอกาสทางการศึกษา มีหน้าที่การงานที่ดี จนถีบตัวเองขึ้นมาอยู่ในระดับที่ดีขึ้นในสังคมได้ แต่สิ่งเหล่านี้ก็ได้มาด้วยความพยายามอย่างหนักกว่าคนที่เติบโตมาในครอบครัวที่มีพื้นฐานดีอยู่แล้วไม่รู้กี่เท่า เหมือนที่เราเคยได้ยินกันว่าหากคนจนล้ม ก็ล้มบนพื้นปูนที่ไม่มีอะไรมารองรับ ในขณะที่คนรวยล้มบนฟูก จะล้มกี่ครั้งก็ยังลุกขึ้นใหม่โดยไม่เป็นอะไรมากนัก

การเกิดมาจน ไม่ได้หมายความว่าจะต้องตายไปพร้อมกับความจนเสมอไป เพียงแต่ความจนเป็นเงื่อนไขสำคัญทำให้หลายคนไม่มีโอกาสเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ ไม่มีโอกาสต่อยอดฐานะทางครอบครัว ไม่สามารถเข้าถึงความรู้และบริการทางการเงิน และต้องใช้ชีวิตอยู่แบบมองเห็นอนาคตเลือนราง

ถ้าเป็นเช่นนั้นแล้ว ประโยคในเรื่องที่บอกไว้ว่า “ไม่มีอะไรบนโลกนี้ ที่ศักดิ์สิทธิ์มากกว่าเงิน” ก็คงจะไม่เกินจริง…

 


References:

https://blogs.imf.org/2020/11/30/how-the-rich-get-richer/

https://doi.org/10.3982/ECTA14835


เครดิตภาพ : Netflix และ tvN

 

You may also like

Comments

Leave a reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

More in Edutainment